|
RAID (Redundant Array of Inexpensive
Disk) คือการนำเอา Harddisk
ตั้งแต่ 2 ตัวขึ้นไปมาทำงานร่วมกันเสมือนเป็น
harddisk ตัวเดียวที่มีประสิทธิภาพสูงขึ้น
หรือ ทำให้มีโอกาสที่จะสูญเสียข้อมูลน้อยลงในกรณีที่เกิดความเสียหายของ
hardware (fault tolerance) กลุ่มของ harddisk
ที่เอามาทำงานร่วมกันในเทคโนโลยี RAID
จะถูกเรียกว่า disk array โดยระบบปฏิบัติการและ
software จะเห็น harddisk
ทั้งหมดเป็นตัวเดียว ซึ่ง RAID นั้นมีหลายรูปแบบ
ขึ้นอยู่กับการใช้งาน ไม่ว่าจะเป็น RAID0,
RAID1, RAID2, RAID3, RAID4, RAID5, RAID6, RAID7, RAID10, RAID53
ซึ่งในที่นี้ จะยกตัวอย่างเฉพาะระบบที่เป็นที่นิยม 3
ระบบ
RAID 0
คือการเอา harddisk มากกว่า 1 ตัวมาต่อร่วมกันในลักษณะ
non-redundant ซึ่ง
RAID 0 นี้มีจุดประสงค์ เพื่อที่จะเพิ่มความเร็วในการอ่าน/เขียนข้อมูล
harddisk โดยตรง ไม่มีการเก็บข้อมูลสำรอง
ดังนั้นถ้าฮาร์ดดิสก์ตัวใดตัวหนึ่งเกิดเสียหาย ก็จะส่งผลให้ข้อมูลทั้งหมดไม่สามารถใช้งานได้ทันที
และถ้าเพิ่มจำนวน harddisk ใน array
ให้มากขึ้น เวลาที่ใช้อ่านหรือเขียนข้อมูลก็จะลดลงไปตามสัดส่วน
ตามทฤษฎีแล้ว ถ้า disk array มี harddisk
จำนวน N ตัว ก็จะทำให้อ่านหรือแขียนข้อมูลได้เร็วขึ้นเป็น
N เท่าตัว แต่ด้วยเหตุผลและปัจจัยหลายประการ
เช่น RAID controller, ความคลาดเคลื่อนของความเร็ว
harddisk ทำให้ในความเป็นจริงอาจเร็วไม่ถึงตามทฤษฎี
จุดเด่นของ RAID 0
คือความเร็วในการเข้าถึงข้อมูล แต่ข้อเสียก็คือหาก harddisk
ตัวใดตัวหนึ่งเสียหาย จะส่งผลกับข้อมูลทั้งระบบทันที
RAID 1
RAID 1 มีอีกชื่อหนึ่งว่า
disk mirroring จะประกอบไปด้วย harddisk
2 ตัวที่เก็บข้อมูลเหมือนกันทุกประการ เสมือนการสำรองข้อมูล
หาก harddisk ตัวใดตัวหนึ่งเกิดเสียหาย
ระบบก็ยังสามารถดึงข้อมูลจาก harddisk อีกตัวหนึ่งมาใช้งานได้ตามปกติ
สำหรับ RAID controller ที่ถูกออกแบบมาเป็นอย่างดีแล้ว
การเขียนข้อมูลลง harddisk 2 ตัวในเวลาเดียวกัน
จะใช้เวลาพอๆ กับการเขียนข้อมูลลง harddisk
ตัวเดียว ในขณะที่เวลาในการอ่านก็จะน้อยลง เพราะ
RAID controller จะเลือกอ่านข้อมูลจาก harddisk
ตัวไหนก็ได้ โดยหากมีคำสั่งให้อ่านข้อมูล 2 ชุดในเวลาเดียวกัน
ตัว RAID controller ก็สามารถประมวลผลคำสั่งเพื่ออ่านข้อมูลจาก
harddisk ตัวหนึ่ง และคำสั่งอีกชุดนึงจาก
harddisk อีกตัวนึงก็ได้ จุดเด่นของ
RAID 1 คือความปลอดภัยของข้อมูล ไม่เน้นเรื่องประสิทธิภาพและความเร็วเหมือนอย่าง
RAID 0 แม้ว่าประสิทธิภาพในการอ่านข้อมูลของ
RAID 1 จะสูงขึ้นก็ตาม
RAID 5
ถือเป็น RAID ที่นิยมใช้งานกันมากที่สุด
จะประกอบไปด้วย harddisk อย่างน้อย
3 ตัว พื้นที่รวมของ harddisk จะเท่ากับ
( N-1 ) ตัวอย่างเช่น harddisk ความจุ
100 GB จำนวน
3 ตัวในระบบ RAID 5 นั้น จะได้ความจุเท่ากับ
200 GB ในการเก็บ parity ของ
RAID 5 นั้น จะกระจาย parity
ไปยัง harddisk ทุกตัว โดยปะปนไปกับข้อมูลปกติ
จึงช่วยลดปัญหาคอขวด ซึ่งเป็นปัญหาที่สำคัญใน RAID
3 และ RAID 4 โดยระบบนี้ เป็นที่นิยมมากเนื่องจาก
ในกรณีที่ harddisk ตัวใดตัวหนึ่งเกิดความเสียหาย
ระบบยังคงสามารถทำงานต่อไปได้ โดยไม่มีการหยุด รวมทั้งข้อมูลจะยังคงถูกปกป้องไว้ด้วย
และที่น่าสนใจมากกว่านั้น เทคโนโลยี Hot
Swapจะทำให้เราสามารถทำการเปลี่ยน harddisk
ได้ในขณะที่ระบบยังทำงานอยู่ เหมาะสำหรับงาน Server
ต่างๆ ที่ต้องทำงานต่อเนื่อง จุดเด่นของ
RAID 1 คือมีทั้งความปลอดภัยของข้อมูล ประสิทธิภาพ และ
การใช้งานที่เหมาะสมกับการให้ใช้งานในระบบ Server
|